11 ธันวาคม 2554

หวังหยู่ ( หวังอี่ว์ 王羽 ) ‘เดชไอ้ด้วน’ 《独臂刀》( One-Armed Swordsman 1967 )













นักวิจารณ์จีนเคยกล่าวไว้ว่า หนังแอ็คชั่นกำลังภายในของจีนในยุคทศวรรษที่ 60-70 ส่วนใหญ่พัฒนาขึ้นได้ไม่ใช่เพราะดารา แต่เป็นเพราะได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะการถ่ายทำในหนังญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนผลักดันให้หนังศิลปะการต่อสู้ของจีน ที่เรียกในภาษาจีนกลางว่า ‘อู่เสียเพี่ยน’ 武侠片 โด่งดังออกนอกประเทศจนเป็นตำนานมาถึงวันนี้ได้
      
       อย่างไรก็ตาม สำหรับแฟนหนังแล้วคงไม่มีใครปฏิเสธว่า จอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรมที่เป็นฮีโร่โลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์มเก่าๆพวกนี้ก็เป็นส่วนสำคัญในตำนานนั้นด้วย ถึงแม้วันนี้ชื่อของพวกเขาจะห่างหายไปจากวงการบันเทิงจีน(บ้านเรา)หลายปีแล้ว แต่เชื่อว่าแฟนหนังจอมยุทธ์ทั้งหลายคงไม่มีทางลืมลีลาของพระเอกหนังเหนียว เช่น หวังหยู่ ( หวังอี่ว์ 王羽 ) บรู๊ซ ลี ( หลีเสี่ยวหลง 李小龙 ) ตี้หลุง ( ตี๋หลง 狄龙 ) หรือ เดวิด เจียง ( เจียงต้าเหว่ย 姜大伟 ) ได้เลย
      
       สัปดาห์นี้ ‘หมิงซิง คลับ’ ขอย้อนยุคนำเกร็ดชีวิตดาราหน้าเก่าที่เคยโด่งดังรุ่นสมัยอาแปะยังหนุ่มมาแนะนำเสียหน่อย เพื่อให้เข้ากับกระแสที่ปีนี้เป็นปีครบ 100 ปีกำเนิดภาพยนตร์จีน และเอาใจแฟนหนังกำลังภายในยุคต้นตำรับกันบ้าง
      
       ดาราที่ขึ้นทำเนียบหมิงซิงคลับคลาสิก (ที่เราจัดขึ้นเอง) คนนี้ คือ พระเอกที่ชาวไทยคุ้นหน้าคุ้นตากันดีสมัยหนังจีนขาวดำยุคแรกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน หวังหยู่ (ชื่อที่เรียกติดหูคนไทย) นักวิจารณ์จีนกล่าวขานกันว่า เขาเป็นดาราที่มีใบหน้าหล่อเหลาเหมือนบัณฑิต แต่มีร่างกายกำยำน่าเกรงขามเหมือนอสูรร้าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าดาราคนอื่นๆในรุ่นเดียวกันในบริษัท ชอว์ บราเดอร์ส
      
       หวังหยู่ หรือ หวังอี่ว์ ( 王羽 สำเนียงจีนกลาง) เริ่มเข้าวงการครั้งแรกในสังกัดบริษัทชอว์ บราเดอร์ส เมื่อค.ศ.1963 โดยไม่มีพื้นฐานการต่อสู้ด้านหมัดๆมวยๆมาก่อน แต่กลับสร้างชื่อจากหนังจีนคลาสิกเรื่อง 《独臂刀》 หรือ เดชไอ้ด้วน ( The One- Armed Swordsman ) หนังต่อสู้เรื่องแรกที่กวาดรายได้สูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐในฮ่องกง เมื่อปีค.ศ.1967 และโด่งดังไปทั่วเอเชียที่แม้แต่แฟนหนังชาวไทย(อายุ 30 ปีขึ้นไป)ต่างก็รู้จักกันดี
      
       จิมมี่ หวัง ได้รับการขนานนามว่า ‘ดาวฤกษ์ที่ทอแสงเปล่งประกายแห่งวงการหนังต่อสู้ของจีน’ เขาไม่ได้เป็นเพียงดาวดวงแรกของหนังกำลังภายในยุคใหม่ แต่เขายังเป็นพระเอกดาวบู๊คนแรกอีกด้วย ผลงานของเขาเกือบ 40 เรื่องบนเส้นทางบันเทิงจีนตลอด 30 ปี จึงมีอิทธิพลต่อวงการหนังแอ็คชั่นไต้หวันและฮ่องกงในยุคทศวรรษที่ 60 - 70 อย่างมาก และเขายังเป็นดาราผู้ทำให้แบบฉบับจอมยุทธ์ผู้ผดุงคุณธรรมที่ปั้นขึ้นโดยจางเช่อ หรือ จางเชอะ (张彻) ผู้กำกับคู่บุญของบริษัทชอว์ฯ กลายเป็นตำนานแห่งประวัติศาสตร์ภาพยนตร์จีน
       

       นอกจากงานแสดงภาพยนตร์แล้ว หวังหยู่ยังมีผลงานกำกับการแสดง อำนวยการสร้างและเขียนบทภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง พระเอกหน้าหยกผู้นี้เคยตกเป็นข่าวชู้สาวอยู่หลายครั้ง ปัจจุบันเขาหายหน้าไปจากจอหนังโดยผันตัวไปเป็นนักธุรกิจผู้สร้างหนังแทน และกำลังจะมีผลงานออกมาให้ชมกัน ในภาพยนตร์ชุด 《独臂权王大破血镝子》 ( ตู๋ปี้เฉวียนหวัง ต้าพ่อเซี่ยว์ตีจื่อ )
      
       หวังหยู่
       ชื่อเดิม :  หวังเจิ้งเฉวียน (王正权)
       ชื่ออังกฤษ :  จิมมี่
       เกิดเมื่อ :  28 มีนาคม ค.ศ.1944
       ภูมิลำเนาเดิม :  อู๋ซี มณฑลเจียงซู อพยพไปอยู่ฮ่องกงช่วงทศวรรษที่ 60 แห่งศตวรรษที่แล้ว
       ผลงานเรื่องแรก :  ภาพยนตร์เรื่อง 《虎俠奸仇》( Tiger Boy 1964)
       ผลงานสร้างชื่อ :  《江湖奇俠》( Temple of the Red Lotus 1966 ) ‘เดชไอ้ด้วน’ 《独臂刀》( One-Armed Swordsman 1967 )
       ผลงานการกำกับ :  《断肠剑》( The Trail of the Broken Blade 1967 ) 《龙虎斗》( The Chinese Boxer 1969~1970 ควบแสดงนำ )
       กีฬาโปรด :  ว่ายน้ำ ขี่ม้า แข่งรถ

       หวังหยู่ เคยสมรสกับดาราสาว หลินชุ่ย (林翠) มีบุตรสาวด้วยกัน 3 คน แต่ได้หย่าขาดจากกันในปีค.ศ.1975 หลังจากนั้นแต่งงานใหม่กับแอร์โฮสเตส หวังข่ายเจิน (王凱貞) ปัจจุบันทั้งสองหย่าจากกันแล้ว .
หวังอยู่" แจ้งเกิดทันทีในหนังบู๊กำลังภายในเลือดสาดเรื่องนี้ จากบทบาทของหนุ่มเจ้าอารมณ์จอมเก็บกด ที่ต้องเผชิญชะตากรรมโหดร้าย กระทั่งท้ายที่สุดพลิกชะตาตนเองมาเป็น "จอมยุทธแขนด้วน" ที่ชื่อเสียงลือลั่นสนั่นปฐพี ...

หนังดำเนินไปตามวิถีทางของหนัง "จางเชอะ" ทุกประการ คือ เต็มไปด้วยเรื่องราวเชิดชูวีรบุรุษ และน้ำมิตร ตามแบบนิยายกำลังภายในของ "โกวเล้ง",ตัวละครเอกที่เศร้าโศก และเต็มไปด้วยปมปัญหาในจิตใจ , บทบาทกระจิดริดของตัวละครหญิงในเรื่อง ที่อาจเป็นทั้งต้นตอของปัญหา หรือต้นตอแห่งชะตากรรมอันโหดร้ายของตัวละครนำชายในเรื่อง ..ที่โดดเด่นที่สุด คงหนีไม่พ้นเลือดสีแดงเข้มข้นที่เปรอะทั่วทั้งเรื่อง รวมทั้ง น้ำมิตรแบบฉบับลูกผู้ชายแท้ ๆ ของจางเชอะ ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลอดเรื่อง

บทไอ้ด้วน ของหวังอยู่ในเรื่อง กลายเป็นบทบาทที่ติดตัวเขาไปจนกระทั่งบัดนี้ ... หนัง "ไอ้ด้วน" ทั้งหลายแหล่ถูกสร้างตามกระแสคลั่งไคล้ไอ้ด้วน อย่างมากมาย ทั้งที่หวังอยู่เล่นเอง และเป็นคนอื่นเล่น (ที่ดังหน่อยก็คือ หลิวเจียหยง ที่เคยเล่น "ไอ้ด้วน ประทะ ไอ้ด้วน" ที่จับเขามาประทะกับ หวังอยู่ ต้นตำรับไอ้ด้วน) นอกจากนั้น หวังอยู่ ยังกลายเป็นตัวแทนสำคัญของตัวละครประเภท "จอมยุทธผู้หยิ่งทะนง"ที่ยึดถือคุณธรรมและน้ำมิตรเหนือสิ่งอื่นใด ...

จางเชอะ อาจจะได้ดิบได้ดีถึงขั้นสร้างหนังมังกรหยก ๔ ภาค นำแสดงโดย "ฟู่เซิง" และปั้นยอดคู่หูชื่อดังประดับวงการอย่าง "ตี้หลุง & เดวิด เจียง" แต่หากให้นึกถึงหนังเรื่องไหนที่เป็นสามารถบ่งบอกความเป็น "จางเชอะ"ได้มากทีั่สุด และ ผู้คนมักจะนึกถึงก่อนใครหากนึกถึงชื่อของเขา ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องนี้ ... "เดชไอ้ด้วน"


เรื่องราวของหนังมีจุดศูนย์กลางที่ "ฟางกัง"หนุ่มน้อยที่มีศักดิ์เป็นศิษย์คนสำคัญของเจ้าสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากที่พ่อของฟางกัง สละชีวิตปกป้องเจ้าสำนักไว้ เจ้าตัวจึงได้อยู่โยงยังสำนัักนี้มาตลอด กระทั่งเมื่อศิษย์ใหม่สองคนที่เข้ามาฝากตัวฝึกวิชาได้ไม่นาน รวมหัวกับคุณหนูลูกสาวเจ้าสำนักที่เดิมหมั่นไส้ตัวฟางกังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลัุ่นแกล้งฟางกังเรื่อยมา จนกระทั่งบานปลายสู่การประลองกันด้วยดาบ ... สุดท้ายก็เป็น ฟางกัง ที่พลาดพลั้งเสียท่าให้กับ ความโมโหร้าย ของสตรีเพศ.... ลูกสาวเจ้าสำนัก ..ซึ่งทำให้เขาเสียแขนขวาไปในที่สุด ..

หลังจากนั้น ฟางกังได้รับความช่วยเหลือจากสาวรุ่นนางนึงที่กำพร้าพ่อแม่ นอกจากนางจะให้ที่พักพิงแก่เขาแล้ว นางยังค้นพบคัมภีร์เคล็ดวิชาดาบอันลึกลับ ที่พ่อของนางปกป้องด้วยชีวิต แม้คัมภีร์นั้นจะถูกเผาเหลือเพียงครึ่งเล่ม ทว่า ... กลับมีกลายเป็นสุดยอดคัมภีร์สำหรับ ฟางกัง เมื่อครึ่งเล่มที่เหลือนั้น ... เป็นเคล็ดวิชาดาบที่ใช้มือซ้ายล้วน ๆ .. มือข้างที่เหลืออยู่ของเขานั่นเอง ..

จะด้วยเหตุแห่งความบังเอิญ หรือ ฟ้าลิขิตก็หารู้ไม่ (แต่ที่แน่ ๆ เป็นเพราะบทหนังกำหนดไว้แล้ว) ฟางกัง และ เจ้าสำนักพร้อมด้วยลูกสาว จึงได้มาพบกันอีกครั้งในสถานะที่ทั้งสาม ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตของตนให้รอดจากคมดาบแสนร้ายกาจของคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดในยุทธภพ ... อันนำไปสู่จุดสิ้นสุดแห่งชะตากรรมอันโหดร้าย ที่เกี่ยวพันกันระหว่าง สามคนนี้ ...


ความฝันในหอแดง (红楼梦) ปีค.ศ. 1977










ความฝันในหอแดง
ความรักในหอแดง (อังกฤษ: The Dream of the Red Chamber; จีน: 红楼梦 หงโหล่วเมิ่ง) เป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับสามก๊ก ไซอิ๋ว และซ้องกั๋ง แต่งโดยเฉาเสี่ยฉิ้น ประมาณปีพ.ศ. 2297 แต่เขาเสียชีวิตก่อนแต่งจบ มีนักประพันธ์มากมายแต่งเรื่องต่อให้จบ ฉบับที่ได้รับการยอมรับคือฉบับของเกาเออ เป็นเรื่องความรักของหนุ่มสาวในตระกูลเจี้ย ซึ่งเป็นตระกูลชั้นสูงในสมัยราชวงศ์ชิง ตัวเอกคือเจี้ยเป่าอี้และหลินไต้อี้ ซึ่งถูกคนในตระกูลกีดกันเรื่องความรัก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของตัวละครอื่นๆ ในตระกูลด้วย ความฝันในหอแดงได้สะท้อนจารีตประเพณีและความเป็นอยู่ของชาวจีนในยุคนั้นเป็นอย่างดี
Hong Lou Meng, translated as a Dream of Red Mansions,
sometimes translated as the Dream of the Red Chamber,
the great classical Chinese novel written in the
mid-eighteenth century during the reign of
Emperor Chien-lung of the Ching Dynasty

2. ความฝันในหอแดง (红楼梦) แต่งขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1784) โดยเฉาเสี่ยว์ฉิน แต่น่าเสียดายที่เฉาเสี่ยว์ฉินยังแต่งไม่จบก็เสียชีวิตเสียก่อน ภายหลังมีนักเขียนมากมายแต่งต่อ แต่ฉบับที่เป็นที่ยอมรับก็คือของเกาเอ้อ เนื้อหาว่าด้วยเรื่องราวความรักชายหญิง ความลุ่มหลงในโลกียะของมนุษย์ และความเสื่อมของระบบศักดินาของจีนในสมัยราชวงศ์ชิง โดยสะท้อนผ่านครอบครัวสกุลเจี่ยที่มั่งคั่ง
     
       ความฝันในหอแดงถูกสร้างเป็นละครและหนังหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นชอว์บราเธอร์สของเล่อตี้ในปี ค.ศ.1962, เวอร์ชั่นที่หลินชิงเสียเป็นเจี่ยเป่าอี้ว์ในปีค.ศ. 1977 แต่ฉบับที่ได้รับความนิยมและถูกยกให้เป็นผลงานคลาสสิกไปแล้วก็คือ ฉบับปีค.ศ. 1987 ของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี


วรรณกรรม ความรักในหอเเดง(红楼梦) เป็นหนึ่งในสี่วรรณกรรมชิ้นเอกของจีน


ผู้เเต่งคือ เฉาเสว่ฉิน เป็นบุตรหลานขุนนางในสมัยราชวงค์ชิง

เนื้อหาของวรรณกรรมเรื่องนี้ พูดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวไฮโซ ของสี่สกุล
ซึ่งศูนย์กลางอยู่ที่พระเอกที่ชื่อ เจี่ยเป่ายวี่ 贾宝玉



เนื้อหาหลักเกี่ยวกับความรักระหว่างชายหญิง รักสามเส้า ความอิจฉาริษยา
ความบาดหมาง เเละสังคมศักดินา เเละดำเนินเรื่องราวโดยเริ่มต้นที่ความรุ่งเรื่องของสกุลเจี่ย
เนื่องจาก บุตรสาวในสกุลได้รับการโปรดจากกษัตริย์จนกลายเป็นพระสนม
จึงทำให้สกุลเจี่ย ถึงคราวรุ่งเรือง ทุกคนในสกุลนี้ใช้ชีวิตเหมือนความฝันครั้งใหญ่
ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง มีชีวิตที่หรูหรา เเต่ภายใต้ความหรูหราที่เป็นเปลือกนอก
ซ่อนความทุกข์ระทมในหลากหลายรูปเเบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก มิตรภาพ
ชนชั้น การกู้หนี้ยืมสิน การสร้างภาพ



จนในที่สุด ด้วยเหตุผลทางการเมืองสกุลนี้ถึงคราวล่มสลาย
ความฝันครั้งใหญ่ได้ผ่านไป ตัวละครเเต่ละตัวถึงได้ตื่นจากความฝันเเละเผชิญหน้า
กับโลกเเห่งความเป็นจริง เป็นโศกนาฎกรรมที่ชวนสลดหดหู่

"ความฝันในหอแดง" เปรียบได้กับ สิ่งลวงตาทางโลก"     
        "หอแดง" ก็เหมือนสถานที่อันสวยสดอันซึ่ง เหล่าชาย-หญิงต่างลุ่มหลงในตัณหาต่างวาดฝัน
และหมายตาเอาไว้ว่าจะได้เข้าไป แต่แท้จริงแล้ว "หอแดง" นั้นสุดท้ายก็เป็นเพียงภาพลวงตา
เช่นเดียวกับ "เป่าอี้" พระเอกของเรื่องที่มีชาติกำเนิดดั้งเดิมเป็นเพียงก้อนศิลาก้อนหนึ่งใน 36,501 ก้อน
ที่เจ้าแม่นู-กว๋า โยนทิ้ง แต่ด้วยวัยอันเยาว์ "เป่าอี้" ไม่เข้าในสัจธรรมดังกล่าวนี้แม้ใครๆ จะทัดทานก็ไม่ยอมเชื่อฟัง
     
        มีบทกลอนตอนหนึ่งที่ เฉาเสี่ยฉิ้น และเกาเออ ผู้แต่ง (ฉบับแปลโดย วรทัศน์ เดชจิตรกร) เขียนเอาไว้อย่างลึกซึ้งว่า
     
        เมื่อใดความไม่จริงสมมติเป็นความจริง
        ความจริงกลายเป็นความไม่จริง
        ที่ใดความไม่เป็นสมมติเป็นความเป็น
        ความเป็นกลายเป็นความไม่เป็น
        .................
        สถาพรดุจสวรรค์และพิภพ
        มิมีรักใดแม้นานนับดับสูญ
        นิรันดรดุจแสงและเงา
        มิมีหนี้สายลมแสงจันทร์ผันคืน
        .................
        วสันต์เศร้าสารทระทม
        ล้วนก่อขึ้นด้วยตนเอง
        พักตร์ดุจบุปผา ลักษณ์ดุจจันทรา
        ล้วนไร้สาระในอวสาน

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับ วรรณกรรมเรื่องนี้

- ความจริง วรรณกรรมเรื่องนี้ จำลองมาจากชีวิตจริงของผู้เเต่ง (เฉาเสว่ฉิน)
ข้อพิสูจน์คือ สกุลไฮโซในเรื่อง ตรงกับชีวิตของคนรุ่นพ่อของผู้เเต่ง
ทั้งในเเง่สมาชิกครอบครัว เเละในเเง่ชีวิตการเมืองของพ่อเฉาเสว่ฉิน

-ยุคสมัยที่ระบุในวรรณกรรมเรื่องนี้จนบัดนี้ยังเป็นที่ถกเถียง
เพราะในวรรณกรรมไม่ได้ระบุชัดเจน เเต่ขณะเดียวกันกลับอธิบายสถานที่
เเละช่วงเวลาเทศกาลได้อย่างชัดเจน กลายเป็นปริศนาที่วางอยู่บนข้อมูล
ที่มีมูลด้านวัฒนธรรมเเละประเพณีกองโต

-ในวรรณกรรมระบุถึงเมือง ฉางอัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงสมัยราชวงค์ถัง
เเต่สถาปัตยกรรมที่พูดถึงนั้นเป็นสถานปัตยกกรรมเเบบปักกิ่ง

-นักวิชาการสันนิษฐานว่า เฉาเสว่ฉินไม่ได้ขาดความรู้ด้านประวัติศาสตร์
เพียงเเต่เขาเเต่งนิยายขึ้นโดยหลีกเลี่ยงการจาบจ้วงราชสำนักในสมัยของตัวเอง(ยุคราชวงค์ชิง)
จึงนำเรื่องราวความเหลวเเหลกในราชสำนักเเละชนชั้นสูงในสมัยชิงตีเเผ่ออกมาในรูปเเบบของนิยายย้อนยุค

-วรรณกรรมเรื่องนี้มีทั้งหมดร้อยยี่สิบตอน เเต่ผู้เเต่งเฉาเสว่ฉินเขียนไว้เพียงเเปดสิบตอน
เเละ เกาเอ้อ ได้สานต่อที่เหลืออีกสี่สิบตอน

-วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์มากถึงเจ็ดสิบครั้ง เเละ
ฉบับคัดลอกด้วยมือถึงสี่สิบกว่าครั้ง ในช่วงสมัยราชวงค์ชิง

-ต้นฉบับ นักวิชาการเชื่อว่า คือ นิยายเรื่อง สือโถวจี้(เรื่องราวของหินก้อนหนึ่ง)
ซึ่งหินในที่นี้น่าจะเป็น หินหยก ซึ่งเป็นชื่อของพระเอก

-วรรณกรรมเรื่องนี้ได้อธิบายบรรยากาศ เเฟชั่น สังคม เเละ
วัตถุของยุคสมัยหนึ่งออกมาอย่างละเอียดยิบ เเต่ในขณะเดียวกันก็ทิ้งปริศนาไว้มากมาย

-วรรณกรรมเรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันจนถึงทุกวันนี้
โดยนักวิชาการเรียกศาสตร์เเขนงนี้ว่า红学(หง-เสว)ศาสตร์ที่ว่าด้วยวรรณกรรมเรื่อง
ความรักในหอเเดง



10 ธันวาคม 2554

โฉมงามกับเจ้าชายอสูร Beauty And The Beasts 1991


 










โฉมงามกับเจ้าชายอสูร
โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (ฝรั่งเศส: La Belle et la Bête) เป็นนิทานโบราณดั้งเดิม ฉบับแรกซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศส ประพันธ์โดย มาดามGabrielle-Suzanne Barbot de Villeneuve ใน พ.ศ. 2283 ฉบับที่มีชื่อเสียงที่สุด คือฉบับที่ได้รับการย่อเรื่องของมาดาม Villeneuve ใน พ.ศ. 2299 โดย มาดาม Jeanne-Marie Leprince de Beaumont ฉบับภาษาอังกฤษฉบับแรกได้ออกมาใน พ.ศ. 2300 หลากหลายฉบับของนิทานเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูร ได้เป็นที่รู้จักดีในยุโรป ยกตัวอย่าง ในประเทศฝรั่งเศส Zémire et Azor เป็นฉบับโอเปราของนิทานเรื่องนี้ ประพันธ์โดย Marmontel และจัดการบรรเลงโดย Grétry ใน พ.ศ. 2314 ฉบับโอเปรานี้ได้รับชื่อเสียงอย่างมากในศตวรรษที่ 19 ฉบับนี้เป็นฉบับที่ใช้โครงร่างของฉบับมาดาม Jeanne-Marie Leprince de Beaumont

บทสรุป
พ่อค้าผู้ร่ำรวยผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองกับลูกสาวสามคน ลูกสาวคนสุดท้องได้รับการตั้งชื่อว่า เบลล์ (แปลว่าสวยงาม ในภาษาฝรั่งเศส: Belle) เพราะว่าเธอเป็นเด็กที่มีจิตใจดีและบริสุทธิ์ พ่อค้าผู้มั่งมีผู้นั้นในที่สุดก็ได้สูญเสียทรัพย์หลวงใหญ่ที่เขามี ความโชคร้ายของเขานั้น ทำให้เขากับลูกทั้งสาม ต้องย้ายที่พักอาศัยไปอยู่แถบชนบท หลังจากการอาศัยอยู่กับความลำบากผ่านมาเป็นปีๆ นี้แล้ว พ่อค้าเขาได้รับข่าวว่าเรือสรรพสินค้าที่เขาเคยส่งออกขายในอดีต ได้กลับเข้ามาสู่ท่าเรือ ซึ่งเป็นเรือที่หนีเจ้าหนี้มาได้ ดังนั้นพ่อค้าผู้นั้นได้ตัดสินใจว่า เขาจะไปดูในเมืองว่าเรือนี้ยังมีอะไรเหลือให้เขาและลูกอยู่ ก่อนที่เขาจะจากลูกๆ ในชนบทไปในเมือง เขาได้ถามลูกๆ ว่าอยากได้ของขวัญอะไร ลูกคนโตทั้งสองได้บอกพ่อของพวกเธอว่าพวกเธอประสงค์เครื่องเพชร และชุดสวยงาม โดยคิดว่าพ่อจะต้องกลับมาพร้อมกับความร่ำรวย เบลล์ลูกสาวสุดท้อง อยากได้แค่เพียงดอกกุหลาบเพียงดอกเดียว เพราะไม่มีกุหลาบโตแถวชนบท พอพ่อค้าได้ถึงท่าเรือ เขาก็ได้เจอกับความผิดหวัง เพราะเรือสรรพสินค้านั้น ได้ถูกเจ้าหนี้ยึดไปเสียแล้ว ซึ่งทำได้เขาไม่มีเงินที่จะซื้ออะไรให้ลูกของเขาเลย
ระหว่างการเดินทางกลับของเขา พ่อค้าได้หลงทางในป่า เขาเข้าไปในปราสาท โดยการที่ต้องการหาที่พักอาศัย พอเดินเข้าไปข้างใน เขาได้พบว่าในข้างใน ได้มีโต๊ะที่มีอาหารและเครื่องดืมมากมาย ซึ่งพ่อค้ารู้ทันทีเลยว่าเจ้าของปราสาทต้องจัดไว้ให้ พ่อค้าจึงรับของเหล่านี้โดยการรับประทาน ระหว่างที่เขากำลังจะเดินกลับจากปราสาท พ่อค้าก็ได้เจอ สวนดอกกุหลาบ และเขาจำได้ทันทีเลยว่า กุหลาบเป็นสิ่งที่เบลล์ต้องการ ในขณะที่เขากำลังเด็ดดอกกุหลาบ เขาก็ได้พบเจอกับอสูร ซึ่งทำให้พ่อค้ารู้เลยว่า ดอกกุหลาบคือสิ่งที่อสูรรักและหวงมาก อสูรตัดสินใจว่าจะลงโทษการกระทำของพ่อค้า ด้วยการขังพ่อค้าโดยไม่มีวันปล่อย พ่อค้าขอร้องอสูรอิสรภาพ โดยบอกอสูรว่าที่เขาทำลงไป ก็เพราะเขาต้องการทำให้ลูกสาวของเขา เขาอยากได้ดอกกุหลาบเป็นของขวัญให้ลูกคนเล็ก เมือฟังแล้ว อสูรก็ปล่อยพ่อค้า โดยมีข้อแม้ว่าพ่อค้าจะต้องนำตัวลูกสาวเขามาแทนที่ตน
พ่อค้าโศกเศร้ามาก แต่เขายอมทำสิ่งที่อสูรต้องการ เมือกลับมาถึงบ้าน พ่อค้าพยายามปรกปิดเรื่องที่เกิดขึ้นจากเบลล์ แต่เบลล์เธอก็จับได้ และยินยอมที่จะไปเป็นนักโทษในปราสาทของอสูร เพราะเธอรู้ผิดที่ว่าเธอเป็นผู้ที่ต้องการกุหลาบนั้นตั้งแต่ทีแรก ในปราสาท เบลล์ได้รับการเลี้ยงดูและการเอาใจใส่อย่างดีงามมาก โดยได้รับเป็นแขกชั้นสูง อสูรได้มอบชุดสวยงามและอาหารอย่างดีให้เธอ อสูรได้สนทนากับเบลล์ทุกๆคืน และทุกๆคืน อสูรได้ขอเบลล์สมรส แต่ถูกปฏิเสธทุกครั้ง และทุกครั้งที่เธอปฏิเสธการสมรส เธอก็ได้ฝันเห็นถึงเจ้าชายโฉมงาม ผู้ที่ต้องการอยากรู้ว่าด้วยเหตุใดเธอถึงทำเช่นนี้กับเขา เบลล์ไม่คิดว่าเจ้าชายโฉมงามจะมีการเกี่ยวคล้องกับอสูร(เธอไม่คิดว่าเป็นคนเดียวกัน) เธอกลับคิดว่าอสูรได้กักขังเจ้าชายโฉมงามไว้ในปราสาท เพราะฉะนั้น เบลล์จึงค้นหาทุกซอกทุกมุมในปราสาท แต่ไม่เคยเจอเจ้าชายโฉมงามในฝันของเธอเลย
ในที่สุด เบลล์ก็เกิดอาการคิดถึงบ้าน และอ้อนวอนให้อสูรปลดปล่อยเธอไปหาครอบครัวเธอ อสูรทำตามใจเบลล์ แต่ต้องสัญญาว่าจะกลับมาภายในหนึ่งสัปดาห์ เบลล์ให้คำสัญญา และกลับบ้านพร้อมกับกระจกวิเศษและแหวนวิเศษ กระจกวิเศษนี้สามารถทำให้เธอมองเห็นผ่านความเงา และเห็นความเป็นอยู่ของปราสาท ส่วนแหวนวิเศษมีเวทมนตร์ที่ทำให้เธอกลับมาปราสาทได้ โดยต้องหมุนแหวนในนิ้วนางสามรอบ พอถึงบ้านพี่สาวทั้งสองได้เห็นเบลล์อยู่สุขสบายกว่าพวกเธอ และมีเสื้อผ้าที่หรูหราใส่ พวกเธอจึงริษยาน้องสาวขึ้นมาทันที ด้วยไฟริษยาและรู้ว่าเบลล์ต้องกลับภายในหนึ่งสัปดาห์ พี่สาวทั้งสองจึงเล่นละครแกล้งร้องไห้ร่ำไรไม่ให้เบลล์กลับไปปราสาท ด้วยสัญชาตญาณที่ดีของเบลล์ เธอจึงตัดสินใจไม่กลับ
เบลล์เกิดรู้สึกไม่ดีที่ผิดสัญญากับอสูร และใช่กระจกวิเศษมองดูว่าอสูรเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อมองในกระจก เธอได้เห็นว่าอสูรกำลังนอนใกล้จะตายด้วยความอกหัก อยู่ที่สวนกุหลาบตรงที่พ่อเธอเคยแอบเด็ดไว้ เมื่อเห็นภาพที่อนาถตาแล้ว เธอจึงใช่แหวนวิเศษกลับไปหาอสูรที่ปราสาททันที
เมื่อเบลล์ถึงสวนดอกกุหลาบ อสูรก็ได้สิ้นชีวิตแล้ว เธอร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ และพูดเสียงแผ่วเบาหลายๆ รอบ ว่าเธอรักอสูร แต่เมื่อน้ำตาเธอหยดลงบนอสูร อสูรก็ได้ฝืนคืนชีพกลับมา และร่างกายเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงกายเป็นเจ้าชายโฉมงาม(เจ้าชายผู้เดียวกันที่เคยมาเยือนในฝันเบลล์) เจ้าชายผู้นี้เลยเล่าเรื่องให้เบลล์ฟังว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว นางฟ้าสาปให้เขากลายเป็นอสูรที่อัปลัษณ์น่าเกลียดน่ากลัว หลังจากที่ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือเธอ ซึ่งหนีฝนมา นางฟ้าบอกเจ้าชายว่า วิธีเดียวที่จะทำให้คำสาปหายคือการหารักแท่ โดยที่ไม่ใช่รูปโฉม

ซินเดอเรลล่า Cinderella ค.ศ. 2004











ซินเดอเรลล่า
ซินเดอเรลล่า (อังกฤษ: Cinderella; ฝรั่งเศส: Cendrillon) เป็นเทพนิยายปรัมปราที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงทั่วทั้งโลก มีการดัดแปลงเป็นรูปแบบต่างๆ มากมายกว่าพันครั้ง[1] เนื้อเรื่องเกี่ยวกับเด็กสาวกำพร้าผู้หนึ่งที่อยู่ในอุปถัมภ์ของแม่เลี้ยงกับพี่สาวบุญธรรมสองคน แต่ถูกทารุณและใช้งานเยี่ยงทาส ต่อภายหลังจึงได้พบรักกับเจ้าเมืองหรือเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ ตำนานซินเดอเรลล่ามีปรากฏในเทพนิยายหรือนิทานพื้นบ้านประเทศต่างๆ ทั่วทั้งโลกโดยมีชื่อของตัวเอกแตกต่างกันออกไป ทว่าฉบับที่มีชื่อเสียงที่สุดเป็นของนักเขียนชาวฝรั่งเศสชื่อ ชาร์ลส แปร์โรลต์ ในปี ค.ศ. 1697 ซึ่งอิงมาจากวรรณกรรมของ จิอัมบัตติสตา เบซิล เรื่อง La Gatta Cenerentola ในปี ค.ศ. 1634 ในเรื่องนี้ตัวเอกมีชื่อว่า เอลลา (Ella) แต่แม่เลี้ยงกับพี่สาวใจร้ายของเธอพากันเรียกเธอว่า ซินเดอเรลล่า (Cinderella) อันหมายถึง "เอลลาผู้มอมแมม" ซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกเทพนิยายในโครงเรื่องนี้โดยทั่วไป
ซินเดอเรลล่า ได้รับการโหวตจากเด็กๆ กว่า 1,200 คนจากการสำรวจโดย cinema chain UCI เป็นเทพนิยายยอดนิยมอันดับหนึ่งในดวงใจ เมื่อปี ค.ศ. 2004 ผลสำรวจจาก google trend เมื่อปี ค.ศ. 2008 ก็พบว่า ซินเดอเรลล่า เป็นเทพนิยายที่ได้รับความนิยมและกล่าวถึงมากที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ต

ประวัติ

โครงเรื่องของซินเดอเรลล่าน่าจะมีกำเนิดมาแต่ยุคสมัยคลาสสิก นักประวัติศาสตร์กรีกชื่อ สตราโบ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ จีโอกราฟิกา เล่ม 17 ตั้งแต่ราวหนึ่งร้อยปีก่อนคริสตกาล ถึงเรื่องราวของเด็กสาวลูกครึ่งกรีก-อียิปต์ผู้หนึ่งชื่อ โรโดพิส (Rhodopis) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเนื้อเรื่องที่เก่าแก่ที่สุดของซินเดอเรลล่า[4] โรโดพิส (ชื่อมีความหมายว่า "แก้มกุหลาบ") ต้องอยู่ซักเสื้อผ้ามากมายขณะที่เหล่าเพื่อนหญิงรับใช้พากันไปเที่ยวงานเต้นรำซึ่งฟาโรห์อามาซิสทรงจัดขึ้น นกอินทรีย์นำรองเท้าของเธอที่ประดับกุหลาบไปทิ้งไว้ที่เบื้องบาทของฟาโรห์ในนครเมมฟิส พระองค์ตรัสให้สตรีในราชอาณาจักรทดลองสวมรองเท้านี้ทุกคนเพื่อหาผู้สวมได้พอเหมาะ โรโดพิสสวมได้พอดี ฟาโรห์ตกหลุมรักเธอและได้อภิเษกสมรสกับเธอ ต่อมาเนื้อเรื่องนี้ปรากฏอีกครั้งในงานเขียนของเคลาดิอุส ไอเลียนุส (Claudius Aelianus) แสดงให้เห็นว่าโครงเรื่องซินเดอเรลล่าเป็นที่นิยมมาตลอดยุคคลาสสิก บางทีจุดกำเนิดของตัวละครอาจสืบย้อนไปได้ถึงช่วง 600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีสตรีในราชสำนักเธรซคนหนึ่งใช้ชื่อเดียวกันนี้ และเป็นผู้รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกับ อีสป นักเล่านิทานยุคโบราณ


คู่หู คู่ฮา พ.ศ. 2523






คู่หู คู่ฮา
 (อังกฤษ : Kato-chan Ken-chan Gokigen TV ) (ญี่ปุ่น : 加トちゃんケンちゃんごきげんテレビ, Kato-chan Ken-chan Gokigen Terebi?) เป็นละครชุดซิทคอมยอดนิยมของประเทศญี่ปุ่น ทางสถานีโทรทัศน์ โตเกียวบรอดแคสติงซิสเตม (ทีบีเอส) ประมาณกลางปี พ.ศ. 2523 นำแสดงโดย เคน ชิมูระ กับ คาโต้ ชะ ที่ก่อนหน้านั้นเป็นสมาชิกกลุ่มพเนจร (The Drifters) ของ ฮาชิจิ ดาโยะ และเซนอิน ชุนโกะ มีเนื้อหาที่เสียดสี รายการจะเน้นเสียงหัวเราะใส่คนรุ่นเดียวกัน สังคมในญี่ปุ่น และ อาจเป็นภาพยนตร์ละครตลก ลักษณะคล้ายละครตลก ที่แสดงโดย เบนนี ฮิล และคาโรล เบิร์นเน็ต โดยเลสลี่ นายเลน เป็นคนแรกที่ปรากฏตัวในรายการพิเศษอีกด้วย